ตอนที่ 5: การควบคุมกริดไทด์และระบบออฟกริด

ในตอนที่4เราได้เห็นภาพของHybrid Inverterที่สามารถบริหารพลังงานระหว่างแผงโซล่าเซลล์ แบตเตอรี่ และโหลดได้อย่างชาญฉลาด เบื้องหลังการทำงานที่ราบรื่นนั้น มีความท้าทายทางวิศวกรรมไฟฟ้าอีกชั้นหนึ่งซ่อนอยู่ นั่นคือการที่อินเวอร์เตอร์ต้องทำงานประสานกับโครงข่ายไฟฟ้ากระแสสลับ(AC Grid)ซึ่งมีแรงดัน ความถี่ และเฟสที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในระดับหนึ่ง หรือในอีกกรณีหนึ่งคือการที่อินเวอร์เตอร์ต้องสร้างโครงข่ายไฟฟ้าของตัวเองเมื่อต้องทำงานแบบเอกเทศโดยไม่พึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอก ความสามารถทั้งสองนี้คือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นGrid-Following InverterและGrid-Forming Inverterซึ่งจะมีรายละเอียดทางเทคนิคดังต่อไปนี้

บทบาทสองด้านของอินเวอร์เตอร์:Grid-FollowingและGrid-Forming

ก่อนจะลงลึกในรายละเอียดของการควบคุม ควรทำความเข้าใจความแตกต่างพื้นฐานระหว่างสองโหมดการทำงานนี้เสียก่อน

Grid-Following Inverter(หรือที่บางครั้งเรียกว่าGrid-Feeding Inverter)คืออินเวอร์เตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานขนานกับโครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่แล้ว มันมีพฤติกรรมเสมือนแหล่งจ่ายกระแสที่ควบคุมได้(Controlled Current Source)ซึ่งจะผลิตพลังงาน“ตาม” แรงดันและความถี่ที่การไฟฟ้าจ่ายอยู่แล้ว จากนั้นจึงฉีดกระแสเข้าไปในปริมาณและมุมเฟสที่ตนเองควบคุมได้ โซล่าอินเวอร์เตอร์แบบกริดไทด์ทั้งหมดในระบบที่เชื่อมต่อกับการไฟฟ้าจะทำงานในโหมดนี้ เพราะมันไม่สามารถ (และไม่ได้รับอนุญาตให้) กำหนดแรงดันหรือความถี่ของระบบไฟฟ้าได้เอง

ในทางกลับกันGrid-Forming Inverterคืออินเวอร์เตอร์ที่สามารถสร้างแรงดันและความถี่อ้างอิงได้ด้วยตนเอง โดยมีพฤติกรรมเสมือนแหล่งจ่ายแรงดันที่ควบคุมได้(Controlled Voltage Source)มันจะกำหนดขนาดแรงดันและความถี่ให้คงที่ตามค่าที่ตั้งไว้ โดยไม่ต้องอาศัยสัญญาณอ้างอิงจากภายนอก โหมดนี้จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับระบบออฟกริด (Stand-Alone System)หรือระบบสำรองฉุกเฉินที่แยกตัวจากกริด (Islanded Microgrid)ซึ่งไม่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหลักมาทำหน้าที่นี้Hybrid Inverterทุกตัวที่รองรับระบบสำรองจะต้องมีความสามารถนี้

หัวใจของการตามกริด:Phase-Locked Loop (PLL)

ในการทำงานเป็นGrid-Following Inverterการจะฉีดกระแสเข้าสู่กริดได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย อินเวอร์เตอร์จำเป็นต้องรู้เฟสของแรงดันกริด ณ ทุกขณะอย่างแม่นยำ หน้าที่นี้เป็นของPhase-Locked LoopหรือPLLซึ่งเป็นระบบควบคุมป้อนกลับที่ถูกออกแบบมาเพื่อสังเคราะห์สัญญาณที่มีความถี่และเฟสตรงกับสัญญาณอินพุต

ในบริบทของอินเวอร์เตอร์สามเฟสPLLที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือSynchronous Reference Frame PLL (SRF-PLL)หลักการทำงานของมันเริ่มจากการแปลงแรงดันกริดสามเฟสที่วัดได้ (v_a, v_b, v_c)จากกรอบอ้างอิงสามเฟสหยุดนิ่ง (abc-frame)ไปยังกรอบอ้างอิงหมุนสองแกน (dq-frame)ด้วยการแปลงของคลาร์ก (Clarke Transform)และพาร์ก (ParkTransform)โดยใช้มุมที่PLLประมาณการได้ (θ)เป็นมุมอ้างอิง หากมุมที่PLLประมาณสอดคล้องกับมุมของแรงดันกริดจริง องค์ประกอบบนแกนตรง (v_d)จะมีค่าเท่ากับขนาดของแรงดันกริด และองค์ประกอบบนแกนตั้งฉาก (v_q)จะเป็นศูนย์

(PDF) Dual Virtual Flux-based Direct Power Control for rectifier under harmonically distorted voltage condition
Source: (PDF) Dual Virtual Flux-based Direct Power Control for rectifier under harmonically distorted voltage condition

จุดเด่นของSRF-PLLคือเราสามารถใช้ตัวควบคุมพีไอ (PI Controller)ง่าย ๆ มาควบคุมให้v_qมีค่าเป็นศูนย์ได้ เอาต์พุตของตัวควบคุมพีไอจะเป็นค่าความถี่เชิงมุมโดยประมาณ (ω)ซึ่งเมื่อนำไปผ่านตัวปริพันธ์ (Integrator)ก็จะได้มุม (θ)ที่ต้องการ มุมนี้จะถูกป้อนกลับไปในการแปลงพาร์กเพื่อวนรอบการทำงานต่อไป เมื่อPLLเข้าสู่สภาวะล็อก (Locked State)เราจะได้ค่ามุมที่ตรงกับเฟสของแรงดันกริดอย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการควบคุมกระแสต่อไป

การควบคุมกระแสในกรอบอ้างอิงดีคิว: ตัวควบคุมพีไอและการแยกกำลังจริง-กำลังรีแอกทีฟ

เมื่อรู้มุมของกริดแล้ว ขั้นต่อไปคือการควบคุมกระแสที่อินเวอร์เตอร์ฉีดออกไป ในกรอบอ้างอิงdqที่หมุนไปพร้อมกับแรงดันกริด ปริมาณไฟฟ้ากระแสสลับความถี่มูลฐานจะปรากฏเป็นปริมาณไฟฟ้ากระแสตรง (DC Quantities)ณ สภาวะคงตัว ข้อได้เปรียบมหาศาลนี้ทำให้เราสามารถใช้ตัวควบคุมพีไอ ซึ่งมีสมรรถนะดีเยี่ยมในการควบคุมสัญญาณDCในการควบคุมกระแสสลับได้ โดยไร้ซึ่งความคลาดเคลื่อน ณ สภาวะคงตัว (Zero Steady-State Error)

การควบคุมจะประกอบด้วยวงรอบซ้อนกันสองชั้น (Cascaded Control)วงรอบนอกเป็นวงรอบแรงดัน(Voltage Loop)ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมแรงดันของบัสDCให้คงที่ตามค่าที่ต้องการ (เช่น จากMPPT)โดยสร้างสัญญาณอ้างอิงกระแสบนแกนตรง (i_d*)ขึ้นมา ส่วนวงรอบในเป็นวงรอบกระแส(Current Loop)ซึ่งควบคุมให้กระแสที่ฉีดออกไป (i_dและi_q)ติดตามค่าอ้างอิง

ในทางคณิตศาสตร์ เราสามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกระแสในกรอบdqกับกำลังไฟฟ้าได้ว่า กำลังจริง (Active Power, P)แปรผันโดยตรงกับi_dและกำลังรีแอกทีฟ (Reactive Power, Q)แปรผันโดยตรงกับi_q (เมื่อกำหนดให้แกนdตรงกับเวกเตอร์แรงดันกริด) การควบคุมi_dและi_qอย่างอิสระจึงหมายถึงการควบคุมPและQได้อย่างอิสระนั่นเอง เราเรียกการควบคุมนี้ว่าDecoupled Current Controlซึ่งทำให้โซล่าอินเวอร์เตอร์สามารถปรับค่าเพาเวอร์แฟกเตอร์ (Power Factor)ได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นUnity, LeadingหรือLaggingซึ่งเป็นพื้นฐานของฟังก์ชันSmart Inverterในอนาคต

การตรวจจับการแยกตัวจากกริด:Anti-Islanding Protection

มาตรฐานความปลอดภัยของการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้ากำหนดไว้อย่างเคร่งครัดว่า หากไฟจากการไฟฟ้าดับ(Grid Outage)อินเวอร์เตอร์จะต้องหยุดจ่ายไฟและปลดตัวเองออกจากระบบไฟฟ้าภายในเวลาที่กำหนด(โดยทั่วไปคือภายใน2วินาที) เพื่อป้องกันการเกิดภาวะการแยกตัวเป็นเอกเทศโดยไม่ตั้งใจ(Unintentional Islanding)ซึ่งอาจทำให้คนงานการไฟฟ้าที่เข้ามาซ่อมสายส่งได้รับอันตรายจากแรงดันที่อินเวอร์เตอร์ยังคงสร้างอยู่

วิธีการตรวจจับIslandingแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่คือPassive MethodsและActive Methods

1. Passive Methods:อาศัยการเฝ้าติดตามพารามิเตอร์ของกริด เช่น ขนาดแรงดัน ความถี่ และอัตราการเปลี่ยนแปลง หากค่าที่วัดได้หลุดออกจากกรอบที่กำหนดไว้ (เช่น แรงดันเกิน±10%หรือความถี่เกิน±1 Hz)อินเวอร์เตอร์จะตัดสินว่าไฟดับและหยุดทำงาน ข้อดีของวิธีนี้คือไม่รบกวนคุณภาพไฟฟ้า แต่มีข้อเสียคือมีโซนตรวจไม่พบ(Non-Detection Zone – NDZ)ที่กว้าง โดยเฉพาะเมื่อกำลังที่ผลิตได้สมดุลกับการใช้พลังงานของบ้านหรือโรงงานโดยบังเอิญ แรงดันและความถี่จะไม่เปลี่ยนแปลงจนผิดปกติ ทำให้ตรวจไม่พบ

2. Active Methods:เพื่อลดNDZลง วิธีการเชิงรุกนี้จะจงใจรบกวน (Perturb)เอาต์พุตของอินเวอร์เตอร์เล็กน้อย แล้วสังเกตผลตอบสนอง เทคนิคที่พบบ่อยได้แก่

Frequency Shift (Sandia Frequency Shift):อินเวอร์เตอร์จะฉีดกระแสที่มีความถี่เบี่ยงเบนไปจากความถี่กริดเล็กน้อยตามฟังก์ชันของความถี่ที่วัดได้ หากกริดยังอยู่ ความแข็งแกร่งของกริดจะยึดความถี่ไว้ไม่ให้เปลี่ยน แต่หากกลายเป็นเกาะอิสระ ความถี่จะเริ่มไหลออกจากค่าปกติจนหลุดกรอบและถูกตรวจจับได้

Impedance Measurement:อินเวอร์เตอร์จะฉีดฮาร์มอนิกกระแสที่ความถี่เฉพาะ แล้ววัดค่าอิมพีแดนซ์ของระบบ หากกริดยังอยู่ อิมพีแดนซ์ของกริดที่ได้จะมีค่าต่ำ แต่หากกริดหลุด อิมพีแดนซ์จะสูงขึ้นมากจากโหลดเพียงอย่างเดียว ทำให้ตรวจพบได้

ปัจจุบันมาตรฐานสากล เช่นIEEE 1547และVDE-AR-N 4105กำหนดให้ต้องใช้Active Methodsควบคู่กับPassive Methodsและมีการกำหนดค่าNDZและเวลาในการตรวจจับไว้อย่างรัดกุม

การทำงานในฐานะGrid-Forming:การควบคุมแรงดันและความถี่ด้วยตนเอง

เมื่ออินเวอร์เตอร์เข้าสู่โหมดออฟกริด (Off-GridหรือIslanded Mode)มันต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ตาม (Grid-Following)เป็นผู้นำ (Grid-Forming)ทันที เป้าหมายหลักของGrid-Forming Inverterคือการรักษาขนาดแรงดันเอาต์พุต (โดยทั่วไป220Vrms)และความถี่ (50 Hz)ให้คงที่ โดยไม่คำนึงว่าโหลดจะแปรเปลี่ยนอย่างเฉียบพลันหรือไม่

การควบคุมแรงดันในโหมดGrid-Formingมักใช้โครงสร้างวงรอบควบคุมแรงดันแบบCascadedเช่นกัน แต่วงรอบนอกจะเป็นวงรอบแรงดันAC(AC Voltage Loop)ที่ควบคุมให้แรงดันเอาต์พุต (v_Cที่คร่อมตัวเก็บประจุของวงจรกรองLC)มีขนาดและรูปคลื่นตรงตามค่าอ้างอิงซายน์ที่สร้างขึ้นภายใน สัญญาณเอาต์พุตของวงรอบแรงดันจะกลายเป็นสัญญาณอ้างอิงกระแสสำหรับตัวเหนี่ยวนำ (i_L*)วงรอบในจึงเป็นวงรอบกระแสตัวเหนี่ยวนำ (Inner Inductor Current Loop)ซึ่งให้การตอบสนองที่รวดเร็วและช่วยป้องกันกระแสเกิน การออกแบบตัวควบคุมทั้งสองวงรอบซึ่งต้องทำให้สมดุลระหว่างความเร็วในการตอบสนองของระบบและเสถียรภาพต่อโหลดที่ไม่เป็นเชิงเส้น (Nonlinear Load)ซึ่งก่อให้เกิดฮาร์มอนิก

การทำงานขนานของอินเวอร์เตอร์หลายตัว: หลักการDroop Control

ในระบบที่ซับซ้อนขึ้น เช่น ไมโครกริด (Microgrid)ที่ประกอบด้วยอินเวอร์เตอร์หลายตัวและแหล่งจ่ายแบบกระจายตัว (Distributed Energy Resources)โดยไม่มีสายสื่อสารเชื่อมต่อ การใช้ตัวควบคุมตัวเดียวตัดสินใจสั่งการอินเวอร์เตอร์ทุกตัวย่อมเป็นไปไม่ได้และไม่น่าเชื่อถือ

หลักการDroop Controlได้รับแรงบันดาลใจมาจากพฤติกรรมของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบซิงโครนัสในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เมื่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหลายเครื่องต่อขนานกัน ความถี่ของระบบจะเป็นตัวบ่งชี้ความสมดุลของกำลังจริง หากกำลังผลิตมากกว่าโหลด ความถี่จะสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากโหลดมากกว่ากำลังผลิต ความถี่จะลดลง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแต่ละเครื่องจะรับรู้การเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านตัวควบคุมความเร็วรอบ (Governor)และปรับกำลังขับโดยอัตโนมัติตามเส้นโค้งที่เรียกว่าDroop Curve

(PDF) IET Renewable Power Generation Special Issue: Power Quality and Protection in Renewable Energy Systems and Microgrids Photovoltaic power plants in electrical distribution networks: a review on their impact and solutions
Source: (PDF) IET Renewable Power Generation Special Issue: Power Quality and Protection in Renewable Energy Systems and Microgrids Photovoltaic power plants in electrical distribution networks: a review on their impact and solutions

สำหรับอินเวอร์เตอร์ เราสามารถเลียนแบบพฤติกรรมนี้ได้ด้วยสมการDroopสองสมการ

P-f Droop:ความถี่อ้างอิงของอินเวอร์เตอร์ (f) =ความถี่ขณะไม่มีโหลด (f_0)ลบด้วยค่าคงที่ (k_p)คูณกับกำลังจริงที่อินเวอร์เตอร์จ่าย (P)สมการนี้ทำให้อินเวอร์เตอร์แต่ละตัวลดความถี่ลงเล็กน้อยเมื่อจ่ายกำลังมากขึ้น เมื่อทำงานขนานกันหลายตัว ความถี่ของระบบจะเป็นตัวเดียว (เหมือนกันทั้งไมโครกริด) และอินเวอร์เตอร์ทุกตัวจะแบ่งกำลังจริงกันตามสัดส่วนของค่าคงที่k_pโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมีสายสื่อสาร

Q-V Droop:ในทำนองเดียวกัน ขนาดแรงดันอ้างอิง (V) =แรงดันขณะไม่มีโหลด (V_0)ลบด้วยค่าคงที่ (k_q)คูณกับกำลังรีแอกทีฟที่อินเวอร์เตอร์จ่าย (Q)ทำให้อินเวอร์เตอร์แบ่งกำลังรีแอกทีฟกันตามสัดส่วนของk_qและช่วยรักษาแรงดันของไมโครกริดให้คงที่

Droop Controlจึงเป็นหัวใจของการทำงานขนานแบบกระจายศูนย์(Decentralized Parallel Operation)ทำให้เราสามารถต่อเติมอินเวอร์เตอร์เพิ่มในระบบออฟกริดได้โดยไม่ต้องเดินสายสื่อสารควบคุมระหว่างกัน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ทำให้โครงข่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ของโลกทำงานได้อย่างเสถียรภาพมาช้านาน

การเปลี่ยนผ่านระหว่างโหมดอย่างราบรื่น (Seamless Transfer)

สำหรับHybrid Inverterคุณภาพสูง การเปลี่ยนผ่านระหว่างโหมดGrid-TiedและOff-Gridต้องเกิดขึ้นอย่างราบรื่น(Seamless)โดยไม่ทำให้แรงดันเอาต์พุตที่จ่ายให้กับโหลดขาดหายหรือผิดเพี้ยนไปมาก ในทางปฏิบัติ เมื่ออินเวอร์เตอร์ตรวจพบว่าแรงดันจากการไฟฟ้าผิดปกติ มันจะต้องเปิดสวิตช์แยกตัว (Isolation Switchหรือที่มักเรียกกันว่าBack-to-Back Relay)เพื่อตัดการเชื่อมต่อทางกายภาพออกจากการไฟฟ้าแล้วเปลี่ยนโหมดการควบคุมจากGrid-Following (Current Source)ไปเป็นGrid-Forming (Voltage Source)เวลาที่ใช้ในการตรวจจับและเปลี่ยนโหมดนี้เรียกว่าTransfer Timeซึ่งในอินเวอร์เตอร์สมัยใหม่สามารถทำได้ต่ำกว่า20มิลลิวินาที สั้นพอที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่และแม้แต่ไฟLEDจะไม่ดับ (ช่วงเวลาสั้นกว่า1ลูกคลื่นของไฟ50 Hzเล็กน้อย)

ในทางกลับกัน เมื่อกริดกลับมาเป็นปกติ อินเวอร์เตอร์จะต้องซิงโครไนซ์แรงดันและเฟสของตัวเองกับกริดอีกครั้งก่อนที่จะปิดสวิตช์เชื่อมต่อ เพื่อหลีกเลี่ยงกระแสกระชากและความเสียหาย กระบวนการนี้ต้องอาศัยPLLในการติดตามเฟสของการไฟฟ้าอย่างนุ่มนวล แล้วจึงค่อย ๆ ปรับความถี่และแรงดันของตัวเองให้ตรงกัน ก่อนจะต่อกลับเข้าไปอย่างนิ่มนวล (Soft Synchronization)ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกจัดการโดยระบบควบคุมดิจิทัลระดับสูงอีกชั้นหนึ่ง

สรุปตอนที่5

จากSRF-PLLที่ทำหน้าที่เป็นประสาทสัมผัสรับรู้จังหวะของกริด สู่วงรอบควบคุมกระแสdqที่ควบคุมการไหลของกำลังจริงและกำลังรีแอกทีฟ จากActive Anti-Islandingที่คอยเฝ้าระวังภัย สู่หลักการDroop Controlที่ทำให้อินเวอร์เตอร์จำนวนมากทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องมีตัวควบคุมกลางเราจะเห็นว่าเบื้องหลังของการจ่ายไฟกระแสสลับที่ดูเรียบง่ายนั้น แท้จริงแล้วคือการประสานงานกันของระบบควบคุมและอัลกอริทึมที่ซับซ้อนซึ่งประสานกันอย่างลงตัวในทุกเสี้ยววินาที

ด้วยความเข้าใจทั้งหมดนี้ ในตอนต่อไปเราจะถอยออกมามองในระดับสถาปัตยกรรมของระบบ เพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างString Inverter, Inverter + OptimizerและMicro Inverterซึ่งเป็นรูปแบบการติดตั้งที่พบได้ทั่วไปในท้องตลาด โดยพิจารณาทั้งในแง่ของประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า ความปลอดภัย การบำรุงรักษา และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์