ตอนที่ 5: ความแตกต่างระหว่างแบตเตอรี่สำหรับโซล่าเซลล์ (ESS) และ แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

แม้ว่าโครงสร้างภายในส่วนใหญ่ของแบตเตอรี่สำหรับโซล่าเซลล์ (Energy Storage System: ESS) และ แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) จะมีพื้นฐานมาจากแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนเหมือนกัน แต่สภาพแวดล้อมและวัตถุประสงค์ในการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่งผลต่อทิศทางการออกแบบและการสร้างพารามิเตอร์จำเพาะทางไฟฟ้าของเทคโนโลยีทั้งสองให้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน บทความนี้จะเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างแบตเตอรี่สำหรับโซล่าเซลล์ (ESS) และ แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อความเข้าใจในการประยุกต์ใช้งานอุปกรณ์แบตเตอรี่นี้ในอนาคตต่อไป

ความต่างด้านความหนาแน่นของพลังงานและพิกัดน้ำหนัก

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า น้ำหนักและขนาดของแบตเตอรี่ส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะของรถยนต์และระยะทางที่สามารถขับขี่ได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แบตเตอรี่ EV จึงต้องอาศัยเคมีที่ให้ความหนาแน่นของพลังงานต่อน้ำหนักสูงเป็นพิเศษ เช่น ลิเธียมกลุ่ม NMC หรือ NCA และต้องถูกออกแบบโครงสร้างแบตเตอรี่ในลักษณะสเกตบอร์ด (Skateboard Chassis) ฝังอยู่ใต้พื้นห้องโดยสารเพื่อลดจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถยนต์ ขณะที่ระบบกักเก็บพลังงานโซล่าเซลล์ซึ่งติดตั้งอยู่กับที่ในอาคารหรือพื้นที่กลางแจ้ง จะไม่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดทางกายภาพด้านน้ำหนัก ส่งผลให้ผู้พัฒนาเลือกใช้เคมีประเภทลิเธียมฟอสเฟต (LiFePO4) เป็นหลัก เนื่องจากทนความร้อน ปลอดภัยสูง มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่ามาก

ความต่างด้านพฤติกรรมการจ่ายกระแสไฟฟ้า (C-Rate) และอายุการใช้งาน

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าต้องเผชิญกับสภาวะการปล่อยกระแสที่รุนแรงและฉับพลันในระดับที่สูงกว่า 2C ในระหว่างที่ผู้ขับขี่เหยียบคันเร่งเพื่อทำความเร็ว และต้องการการชาร์จไฟกระแสตรงอย่างรวดเร็ว (DC Fast Charge) พฤติกรรมนี้สร้างความเค้นเชิงเคมีแก่เซลล์อย่างรุนแรง ส่งผลให้รอบการใช้งานเชิงลึกมักจะจำกัดอยู่ที่ประมาณ 1,000 ถึง 2,000 รอบ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานรถยนต์ประมาณ 5 ถึง 10 ปี ขณะที่แบตเตอรี่โซล่าเซลล์จะคายประจุและชาร์จอย่างช้าๆ และมีความสม่ำเสมอสูงที่ระดับกระแสไม่เกิน 0.5C ถึง 1C ทว่ามีความถี่ในการอัดประจุเกือบทุกวันเพื่อจัดเก็บพลังงานส่วนเกินจากแสงแดดมาป้อนให้แก่อุปกรณ์ในช่วงกลางคืน ทำให้ระบบต้องการรอบอายุใช้งานที่ทนทานสูงมากถึง 5,000 ถึง 10,000 รอบเพื่อสร้างความคุ้มทุนตลอดระยะเวลาทำงานที่ยาวนานกว่า 10 ถึง 15 ปี

ความต่างด้านการจัดการอุณหภูมิและการประมวลผล BMS

ระบบ EV แบตเตอรี่จำเป็นต้องใช้ระบบควบคุมความร้อนด้วยการไหลเวียนของเหลวจำพวกสารไกลคอล (Glycol Active Cooling) เพื่อลดอุณหภูมิที่เกิดขึ้นในสภาวะการเร่งและการชาร์จเร็วอย่างเร่งด่วน และตัวประมวลผล BMS จะต้องเชื่อมโยงสื่อสารประสานข้อมูลกับหน่วยควบคุมรถยนต์ส่วนกลาง (Vehicle Control Unit: VCU) ตลอดเวลาเพื่อคำนวณกำลังไฟคงเหลือและความคลาดเคลื่อนเชิงตำแหน่งของเซลล์ด้วยความเร็วสูงสุด ในทางกลับกัน แบตเตอรี่โซล่าเซลล์จัดวางในห้องหรือจุดติดตั้งที่มีอุณหภูมิเสถียร ผลิตความร้อนต่ำ ระบบระบายความร้อนจึงสามารถใช้ลมธรรมชาติไหลเวียน (Passive Air Cooling) ซึ่งประหยัดพลังงานเงียบสงบและดูแลรักษาง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัด

Second Life Batteries
Source: Second Life Batteries for a sustainable energy transition | CIC energiGUNE

ตารางเปรียบเทียบ: ESS vs EV

หัวข้อเปรียบเทียบ แบตเตอรี่ระบบโซล่าเซลล์ (Stationary ESS) แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV Battery)
ลักษณะการทำงานกายภาพ ติดตั้งอยู่กับที่ ไม่มีการสั่นสะเทือนทางกล เคลื่อนที่ตลอดเวลา ต้องทนทานต่อการสั่นสะเทือนและการชน
สารเคมีแกนหลักที่ใช้ ลิเธียมฟอสเฟต (LiFePO4) ปลอดภัย ไม่ลามไฟ ลิเธียมไอออนกลุ่ม NMC หรือ NCA เพื่อจำกัดพิกัดน้ำหนัก
เป้าหมายความหนาแน่นพลังงาน ปานกลาง (เน้นเสถียรภาพและรอบอายุใช้งาน) สูงมาก (ต้องการระยะทางขับขี่ที่ไกลที่สุดต่อน้ำหนัก)
พฤติกรรมการปล่อยกระแส ต่ำและสม่ำเสมอ (0.5C-1C) สูงและเพิ่มอย่างฉับพลัน (>2C สำหรับจังหวะเร่งแซง)
รอบอายุใช้งานเชิงลึก สูง (5,000-10,000 รอบการทำงาน) ปานกลาง (1,000-2,000 รอบการทำงาน)
ระบบระบายความร้อน แบบพาสซีฟหรือพัดลมธรรมดา เนื่องจากความร้อนต่ำ แบบแอคทีฟไหลเวียนของเหลว (Glycol Cooling Loop)
พารามิเตอร์การประมวลผล BMS ตรวจสอบพารามิเตอร์ทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ วิเคราะห์คำนวณ SOC/SOH ร่วมกับพฤติกรรมการขับขี่และสภาพการจราจรที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

อย่างไรก็ดี นวัตกรรมในปัจจุบันเริ่มเปิดโอกาสให้มีการดัดแปลงนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่มีกำลังความจุไฟฟ้าเสื่อมถอยต่ำกว่า 80% (ซึ่งไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนยานยนต์ตามมาตรฐานทั่วไป) นำมาปรับแต่งกลไกภายในและใช้เป็นแบตเตอรี่สำรองในระบบโซล่าเซลล์ของบ้าน (Second-life Battery ESS) เพื่อเป็นการสร้างคุณค่าหมุนเวียนทางทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ